เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ สีแต่ละสีนั้นทำให้เรารู้สึกแตกต่างกันออกไป ”

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ สีแต่ละสีนั้นทำให้เรารู้สึกแตกต่างกันออกไป ”
ถ้าเรารู้ว่าแต่ละสีนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างไร มันจะทำให้เราได้เปรียบ

   

   และวันนี้ผมเลยหยิบยกเอา “ The Importance of COLOR Choice in marketing ” มาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกัน ว่าสีแต่ละสีนั้นให้ความรู้สึกแบบไหนและควรใช้กับงานอะไร เพื่อใช้ในการออกแบบโลโก้ หน้าเว็บ Content หรือ Products ต่างๆ เพื่อให้ตรงกับ Brand Identity ของเราครับ

1. สีแดง

01.jpg

   

   หลายที่เห็นสีแดงมักจะรู้สึกร้อนแรง หรือสัมผัสได้ถึงพลังต่างๆ นั่นเพราะมันเป็นสีของไฟและเลือด เมื่อเราเห็นสีนี้ มันจะไปเพิ่ม Metabolism ในร่างกายทำให้หายใจแรงขึ้นและรู้สึกมีพลังนั่นเอง

   

สำหรับความหมายของมันก็คือ Energy(ความกระตือรือร้น), War(สงคราม), Danger(อันตราย), Strength(พละกำลัง), Power(แรงอำนาจ), Courage(ความกล้าหาญ), Passion(กิเลส), Desire(ความอยาก), Love(ความรัก) และ Determination(ความแน่วแน่)

   

   และความอ่อนเข้ม ก็มีผลต่อความรู้สึกด้วยนะอย่างเช่น

   

   ไม่แปลกเลยล่ะครับที่เราจะเห็น ป้ายหยุด หรือถังดับเพลิงสีแดง เพราะเขาสื่อถึงอันตราย(Danger) ไงล่ะ

   

   . . .

2. สีส้ม

   

   

   สำหรับสีนี้ พูดง่ายๆก็คือ “ Energy of Red ” และ “ Happiness of Yellow ” โดยสีส้มเนี่ยจะไปเพิ่มออกซิเจนในสมอง ทำให้เรารู้สึกเร่าร้อน อยากทำบางสิ่งบางอย่าง สีส้มเป็นสีที่ถูกยอมรับอย่างมากในวงการอาหาร เพราะมันกระตุ้นความอยากอาหารนั่นเอง

   

ความหมายของมันก็คือ Enthusiasm(ความกระตือรือร้น), Fascination(ความดึงดูดใจ), Happiness(ความสบายใจ), Creativity(การสร้างสรรค์), Determination(ความตั้งใจมั่น), Attraction(การดึงดูด), Success(ความสำเร็จ), Encouragement(การปลุกใจ การสนับสนุน) และ Stimulation(การกระตุ้น)

   

   

   . . .

3. สีเหลือง

   

   สีเหลืองเป็นสีของแสงอาทิตย์ จึงทำให้รู้สึกอบอุ่น อีกทั้งยังทำให้เรารู้สึกสดชื่นอีกด้วย

   

จึงใช้ในเรื่องของ Joy(ความเบิกบาน), Happiness(ความสุขใจ), Intellect(ความคิดฉลาดหลักแหลม), Energy(เรี่ยวแรง), Pleasant(เพลิดเพลินสนุกสนาน), Cheerful(สดใสร่าเริง), Childish(ไร้เดียงสา), Spontaneous(สิ่งที่เป็นไปเอง) และ Unstable(ผันแปร ไม่สม่ำเสมอ)

   

   

   **และสิ่งที่ไม่ควรใช้สีเหลืองก็คือ สินค้าสำหรับผู้ชาย งานโปรโมทที่เกี่ยวกับเสถียรภาพความปลอดภัย และสินค้าที่มีราคาแพง**

   

อ่ะๆๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่าทำไมหมวกวิศวกรถึงใช้สีเหลือง? ในเมื่อสีเหลืองนั้น มันหมายถึงการผันแปร ไม่มั่งคง เสื่อมสภาพ ทรุดโทรม ฯลฯ

   

จริงๆแล้วในส่วนของวิศวกรนั้น เขาไม่ใช้แค่สีเหลืองนะครับ โดยสีของหมวกนั้น จะแบ่งตามตำแหน่งและหน้าที่ครับผม ส่วนใหญ่แล้ว สีเขียวจะหมายถึงหน่วยความปลอดภัย(Safety) , สีขาวคือหัวหน้างาน/ผู้บริหาร และสีเหลืองคือวิศวกรทั่วไป จึงไม่แปลกใจเลยล่ะครับ ที่เราจะเห็นแต่วิศวกรเหมวกเหลืองกัน

   

   . . .

4. สีเขียว

   

   

   เมื่อเพื่อนๆเห็นสีเขียว ก็จะนึกถึงใบไม้หรือป่ากันใช่ไหมล่ะครับ? นั่นก็เพราะสีเขียวคือ “ Color of Nature ” หรือสีของธรรมชาติ ซึ่งสีเขียวเนี่ย จะให้ความรู้สึกที่หนักแน่น ก้าวหน้า และเข้มแข็ง จึงถูกนำมาใช้ในงานที่บ่งบอกถึงความปลอดภัย(Safety) และเป็นสีที่ทำให้รู้สึกมีพลังที่จะทำงาน อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายด้วยนะ จึงไม่แปลกเลย ที่เราจะหาต้นไม้ต่างๆวางบนโต๊ะทำงาน เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายและมีพลังที่จะทำงานมากขึ้นครับ

   

สำหรับความหมายของสีเขียวก็คือ Growth(การเติบโต การพัฒนาขยายตัว), Harmony(ความสามัคคี), Freshness(ความสดชื่น), Fertility(ความอุดมสมบูรณ์), Stability(ความมั่นคง), Endurance(ความยั่งยืน) และ Safty(ความปลอดภัย)

   

   . . .

5. สีน้ำเงิน

   

   

   ส่วนของสีน้ำเงินนั้นจะเน้นไปทางความลึกซึ้ง มั่นคง และความแน่วแน่ เพราะสีน้ำเงินคือ “ Color of Sky and Sea ” โดยสีน้ำเงินจะไปลด Metabolism ในร่างกาย จึงทำให้เรารู้สึกใจเย็นและสงบ

   

และความหมายของสีน้ำเงินก็คือ Trust(ความไว้วางใจ), Loyalty(ความซื่อสัตย์), Wisdom(การตัดสินอย่างเฉียบแหลม), Freedom(อิสรภาพ), Confidence(ความไว้เนื่อเชื่อใจ), Intelligence(สติปัญญา ไหวพริบ), Faith(ความศรัทธาเชื่อถือ), Truth(ข้อเท็จจริง), Heaven(สรวงสวรรค์), Tranquillity(ความสงบ), Goodness(คุณงามความดี) และ Sincerity(ความจริงใจ ไม่ปลอม)

   และนี่ก็คือที่มา ว่าทำไม Startup อย่าง Refinn จึงเลือกใช้สีน้ำเงิน นั่นก็เพราะมันหมายถึงความเชื่อใจ การเสนอข้อเท็จจริงและอิสรภาพยังไงล่ะครับ

   

**ห้ามใช้สีน้ำเงินในการโปรโมตการทำอาหารและอาหารต่างๆ เพราะสีน้ำเงินจะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร**

   

   . . .

   

6. สีม่วง

   

   

   สีม่วงคือ “ Stability of Blue ” และ “ Energy of Red ” สีม่วงเป็นสัญลักษณ์ของ อำนาจ ความสูงส่ง ความหรูหรา และความทะเยอทะยาน

   

โดยสีม่วงจะหมายถึง Royalty(ตำแหน่งราชวงศ์), Wealth(ความมั่งคั่ง), Wisdom(สติปัญญา), Dignity(ความมีเกียรติ), Extravagance(ความฟุ่มเฟือย), Independence(ความเป็นอิสระ), Creativity(สร้างสรรค์), Mystery(ความลึกลับซับซ้อน), Magic(อำนาจวิเศษ)

   . . .

   

7. สีดำ

   

   

   สีดำ เป็นสีแห่งความลี้ลับ ซับซ้อน และน่าพิศวง เป็นสีที่ให้ความหมายโดยนัยในด้านลบ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่เป็นทางการ สวยงาม และมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

   

Power(ผู้มีอำนาจ), Elegance(ความงดงาม ดีเลิศ), Formality(ความเป็นทางการ), Death(ความตาย), Evil(ความเลวร้าย), Mystery(ปริศนา เงื่อนงำ), Strength(ความทนทาน เข้มข้น), Authority(ความเป็นเจ้าของ)

   

   . . .

8. สีขาว

   

   

   และสุดท้ายสีขาว เป็นสีที่ให้ความรู้สึกดีเลิศ สมบูรณ์แบบ มีความหมายโดยนัยที่เป็นบวก สีขาวจึงเป็นตัวแทนของความสำเร็จ และชัยชนะ

   

ความหมายของสีขาวคือ Light(ความสว่าง), Goodness(ความดีงาม), Innocence(ความบริสุทธิ์), Purity(ไร้มลทิน), Virginity(ความเป็นหญิงพรหมจารี), Safety(ความปลอดภัย), Cleanliness(ความสะอาดบริสุทธ์)

   

   . . .

   

   เห็นไหมล่ะครับ ว่าแต่ละสีนั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องเลือกใช้สีให้ตรงกับ Brand Identity ของเราแล้วล่ะ ว่าแบรนด์ของเรานั้นสื่อถึงสิ่งๆใด

   

   พบกันใหม่กับบทความหน้าครับ . . . 😊😊

   

   ที่มา: 

TheIceJI Next| Copyright©2022 by Jirayu Ninlapun